ขยะล้นเมือง
ขยะครัวเรือนเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกชุมชนทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นชุมชนเมือง ชุมชนชนบท หรือพื้นที่เศรษฐกิจที่กำลังเติบโต เพราะตราบใดที่เรายังบริโภค เราย่อมสร้างขยะขึ้นทุกวัน ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษในรายงานสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย ปี 2567 ระบุว่า ประเทศไทยมีขยะมูลฝอยชุมชนเกิดขึ้นประมาณ 27.20 ล้านตันต่อปี หรือ 74,529 ตันต่อวัน ในจำนวนนี้ มีขยะประมาณ 10.51 ล้านตันที่ถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์ ขณะที่ขยะประมาณ 4.73 ล้านตันยังถูกกำจัดอย่างไม่ถูกต้อง ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ปัญหาขยะไม่ใช่เรื่องเล็ก ไม่ใช่ปัญหาของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง และไม่ใช่เรื่องที่จะแก้ไขได้ด้วยการรณรงค์ให้ประชาชนทิ้งขยะลงถังเพียงอย่างเดียว แต่เป็นโจทย์ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันรับผิดชอบ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง (ที่มา: กรมควบคุมมลพิษ, รายงานสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย ปี 2567)
คำถามสำคัญคือ ทำไมเราจึงรณรงค์เรื่องการจัดการขยะกันมานาน แต่หลายชุมชนยังไม่สามารถจัดการขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ? หากพิจารณาตลอดห่วงโซ่การจัดการขยะ จะพบว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ประชาชนเพียงอย่างเดียว ต้นทางคือครัวเรือนจำนวนหนึ่งยังไม่แยกขยะ หรือแม้จะแยกแล้ว ขยะก็อาจถูกนำไปเทรวมกันระหว่างการเก็บขน เพราะระบบรองรับไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมการแยกขยะของประชาชน ขณะที่บางพื้นที่ยังขาดระบบรวบรวมและขนส่งที่เหมาะสม ขยะรีไซเคิลจึงไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการใช้ประโยชน์ได้เต็มศักยภาพ ส่วนปลายทางก็มีข้อจำกัด ทั้งสถานที่กำจัดขยะที่ไม่ได้มาตรฐาน เทคโนโลยีที่ไม่เหมาะกับองค์ประกอบของขยะ และโครงการกำจัดขยะที่มีขีดความสามารถไม่เพียงพอต่อปริมาณขยะที่เกิดขึ้นจริง เมื่อมองเช่นนี้ เราจะเห็นว่าปัญหาขยะเป็นปัญหาของทั้งระบบ ตั้งแต่การลดและคัดแยกที่ต้นทาง ระบบเก็บขนและขนส่งในระหว่างทาง ไปจนถึงการใช้ประโยชน์และกำจัดอย่างถูกต้องที่ปลายทาง หากส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ทำงานอย่างเชื่อมโยงกัน ความพยายามของอีกส่วนก็อาจไม่เกิดผลเท่าที่ควร
ประยุกต์ใช้แนวคิดด้านการศึกษานอกระบบ
งานวิจัย เรื่อง การพัฒนากระบวนการทางการศึกษานอกระบบเพื่อสร้างความตระหนักรู้ในการจัดการขยะมูลฝอยในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) พบประเด็นที่น่าสนใจว่า การมีความรู้หรือการเห็นความสำคัญของปัญหา ไม่ได้หมายความว่าคนจะเปลี่ยนพฤติกรรมโดยอัตโนมัติ การแก้ปัญหาจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การให้ความรู้ การแจกคู่มือ หรือการจัดอบรมเพียงครั้งคราว แต่ต้องออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้คนได้กลับมาทบทวนประสบการณ์ของตนเอง ตั้งคำถามกับวิธีปฏิบัติที่ทำอยู่ และร่วมกันค้นหาว่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง กระบวนการทางการศึกษานอกระบบที่พัฒนาจากงานวิจัยของผมประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่
- เรียนรู้จากประสบการณ์เดิม
- กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน
- วางแผนการเรียนรู้
- ลงมือปฏิบัติตามแผน
- สะท้อนผลและทบทวนการเรียนรู้
หัวใจสำคัญคือการให้ชุมชนเป็นผู้มีส่วนร่วมในการคิด วางแผน ทดลองปฏิบัติ และประเมินผล ไม่ใช่เป็นเพียงผู้รับฟังคำแนะนำจากหน่วยงานภายนอก
เพราะการเปลี่ยนพฤติกรรมต้องเกิดจากความเข้าใจที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง และการเห็นผลจากสิ่งที่ตนเองลงมือทำ
จะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร
ความสำเร็จของการจัดการขยะชุมชน ต้องเกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างการพัฒนาคนกับการพัฒนาระบบ ด้านหนึ่ง เราต้องสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เปิดพื้นที่ให้คนตั้งคำถามและวิพากษ์ตนเอง จนมองเห็นคุณค่าและความสำคัญของการจัดการขยะ สามารถกำหนดเป้าหมาย วางแผน ลงมือทำ และประเมินผลการเปลี่ยนแปลงของตนเองได้
อีกด้านหนึ่ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ต้องมีบทบาทสำคัญในการจัดระบบรวบรวมและขนส่งขยะให้สอดคล้องกับการคัดแยก รวมถึงจัดให้มีช่องทางนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม
ขณะที่ภาคเอกชนที่ประกอบธุรกิจรีไซเคิล (Recycle) หรือผลิตเชื้อเพลิงจากขยะ (RDF) ต้องเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่คุณค่า เพื่อให้ขยะที่คัดแยกแล้วมีปลายทางรองรับและสามารถสร้างมูลค่าได้จริง
ในท้ายที่สุด การจัดการขยะจะไม่สำเร็จด้วยการเรียกร้องให้ประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรมเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องทำให้ประชาชนมีความพร้อม ระบบท้องถิ่นมีประสิทธิภาพ และภาคธุรกิจมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง เพราะ การจัดการขยะที่ยั่งยืน ไม่ใช่แค่ทำให้ขยะหายไปจากหน้าบ้าน แต่ต้องทำให้ขยะได้รับการจัดการอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง
