วิกฤตขยะ EEC เมื่อ “แรงจูงใจภายนอก” อาจไม่พอ
เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ครอบคลุมพื้นที่ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย ทว่าความเจริญเติบโตนี้นำมาซึ่งปริมาณขยะมหาศาล โดยในปี พ.ศ. 2564 มีปริมาณขยะมูลฝอยเกิดขึ้นถึง 2.67 ล้านตันต่อปี แต่กลับมีขยะที่ถูกนำกลับไปใช้ประโยชน์ได้เพียงร้อยละ 29.34 เท่านั้น

ที่ผ่านมามีความพยายามแก้ไขปัญหาผ่านกิจกรรมรณรงค์ เช่น ธนาคารขยะ หรือ ขยะแลกไข่ แต่โครงการเหล่านี้มักประสบความสำเร็จเพียงระยะสั้น เพราะเป็นการสร้างแรงจูงใจจากภายนอกเท่านั้น เมื่อหยุดกิจกรรม ประชาชนก็มักกลับไปมีพฤติกรรมเดิม ต้นเหตุที่แท้จริงคือความขาด “ความตระหนักรู้” จากภายใน ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้การจัดการสิ่งแวดล้อมประสบผลสำเร็จอย่างยั่งยืน
ความตระหนักรู้ 3 ระดับ หัวใจสำคัญของการจัดการขยะ
ความตระหนักรู้ในการจัดการขยะไม่ใช่แค่การ “รู้” ว่าขยะคืออะไร แต่ต้องเกิดขึ้นจากกระบวนการใคร่ครวญและเห็นความจำเป็นที่ต้องทำ งานวิจัยได้วิเคราะห์ระดับของความตระหนักรู้ออกเป็น 3 ระดับ คือ:
- ระดับความรู้: รู้จักวิธีการลดปริมาณขยะ หลักการคัดแยก และวิธีการแปรรูป
- ระดับความเข้าใจและเห็นคุณค่า: มองเห็นความจำเป็นและความสำคัญของการจัดการขยะต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม
- ระดับพฤติกรรม: แสดงออกมาด้วยการลงมือปฏิบัติจริง ทั้งการลด คัดแยก และแปรรูปขยะในครัวเรือน
จากการสำรวจในพื้นที่ EEC พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีความรู้และเห็นคุณค่าในระดับมาก แต่ “พฤติกรรมการปฏิบัติ” ยังอยู่ในระดับปานกลางถึงต่ำ จึงจำเป็นต้องมี กระบวนการเรียนรู้สำหรับผู้ใหญ่ เข้ามาช่วยกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากความรู้สู่การปฏิบัติจริง

ขั้นตอน ปลุกพลังเรียนรู้ สู่การจัดการขยะในชุมชน
เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง งานวิจัยได้พัฒนากระบวนการทางการศึกษานอกระบบผ่าน 5 ขั้นตอนหลักที่ชุมชนสามารถนำไปปรับใช้ได้จริง
- เรียนรู้ปัญหาจากประสบการณ์เดิม: ร่วมกันวิเคราะห์ว่าที่ผ่านมาทำไมการจัดการขยะในบ้านเราถึงไม่สำเร็จ และพบปัญหาอะไรบ้าง
- กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน: ตั้งเป้าหมายร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม เช่น “จะลดขยะในบ้านให้ได้ร้อยละ 20 ภายใน 3 เดือน”
- วางแผนพัฒนาการเรียนรู้: ให้คนในชุมชนเป็นผู้ออกแบบกิจกรรมที่อยากเรียนเอง เช่น อยากไปดูงานบ่อขยะ หรืออยากฝึกทำปุ๋ยหมัก
- ปฏิบัติตามแผนการเรียนรู้: ลงมือเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์จริงร่วมกัน
- สะท้อนคิดทบทวน: สรุปบทเรียนที่ได้รับและเผยแพร่ผลงานการจัดการขยะของตนเองสู่คนรอบข้าง
เปลี่ยนด้วย “ความจริงที่เจ็บปวด” และการสนทนาเชิงวิพากษ์
จุดเปลี่ยนสำคัญที่งานวิจัยค้นพบคือ การทำให้คนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมมักเริ่มจาก “ประสบการณ์เชิงลบ” การพาอาสาสมัครไปสัมผัสความจริงที่ โรงงานกำจัดขยะ ทำให้เห็นกองขยะมหึมา กลิ่นเหม็น และมลพิษที่รุนแรง ประสบการณ์นี้ช่วยจุดชนวนความรู้สึก “สะเทือนใจ” และทำให้ตระหนักว่าตนเองคือส่วนหนึ่งของปัญหา

นอกจากนี้ การใช้ “การสนทนาเชิงวิพากษ์” หรือการชวนกันคิดใคร่ครวญอย่างมีวิจารณญาณ ว่าเราควรทำอะไรและไม่ควรทำอะไร มีส่วนสำคัญอย่างมากในการปรับเปลี่ยนกรอบความคิดเดิม การเรียนรู้ในลักษณะนี้ช่วยให้ผู้ใหญ่สามารถตัดสินใจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน มากกว่าการถูกบังคับหรือสั่งการ

คู่มือจัดการขยะฉบับชุมชน พลังความร่วมมือเพื่ออนาคต EEC
ความสำเร็จของการจัดการขยะในพื้นที่ EEC ไม่ได้ขึ้นอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องอาศัย การบูรณาการจากทุกภาคส่วน
- ประชาชน: เริ่มต้นที่ “ตนเอง” ในการลด คัดแยก และแปรรูปขยะตั้งแต่ต้นทาง
- ผู้นำชุมชน: ต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ชัดเจน (Change Agent)
- ท้องถิ่น (อบต./เทศบาล): สนับสนุนระบบการจัดการที่ต่อเนื่อง เช่น รถเก็บขยะแยกประเภท หรือโครงการธนาคารขยะ
- หน่วยงานการศึกษา (สกร.): ทำหน้าที่เป็น “ผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้” โดยใช้คู่มือที่พัฒนาขึ้นนี้เป็นแนวทาง
หากเราสามารถสร้างความตระหนักรู้ให้เกิดขึ้นในใจของคนในพื้นที่ได้ พื้นที่ EEC จะกลายเป็นต้นแบบของ “สังคมสะอาด สุขภาวะดี” ที่ชุมชนสามารถจัดการสภาพแวดล้อมได้ด้วยตนเองอย่างแท้จริง
ผู้เขียน: วาทิต ประสมทรัพย์
