การเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องสี่เหลี่ยม หรือจบลงพร้อมใบปริญญาเสมอไป ในโลกยุคปัจจุบันที่ทุกอย่างหมุนไว “ความรู้” จึงมีวันหมดอายุได้เสมอ นั่นคือเหตุผลที่ การศึกษานอกระบบ (Non-formal Education) และ การเรียนรู้สำหรับผู้ใหญ่ (Adult Learning) กลายมาเป็นหัวใจสำคัญของการใช้ชีวิต

การศึกษานอกระบบ (Non Formal Education: NFE) คืออะไร?

ถ้าการศึกษาในระบบ (โรงเรียน/มหาวิทยาลัย) คือ “เสื้อผ้าสำเร็จรูป” ที่ทุกคนต้องใส่ไซส์เดียวกันตามเกณฑ์อายุ การศึกษานอกระบบ ก็คือ “เสื้อผ้าสั่งตัด”

อย่างไรก็ดี การศึกษานอกระบบก็มีหลักสูตร มีวัตถุประสงค์ชัดเจน และมีการวัดผล แต่มีความยืดหยุ่นสูงมากในเรื่องของ เวลา สถานที่ และวิธีการเรียน เพื่อตอบโจทย์คนที่อาจจะพลาดโอกาสในระบบปกติ หรือคนที่ต้องการเพิ่มทักษะเฉพาะทาง (Reskill/Upskill)

NFE Non Formal Education

กระบวนการของศึกษานอกระบบ:

  1. สำรวจความต้องการ: เริ่มจากถามว่า “ผู้เรียนอยากรู้เรื่องอะไร?” ไม่ใช่ “ครูอยากสอนอะไร”
  2. ออกแบบหลักสูตรที่ยืดหยุ่น: ปรับเนื้อหาให้เข้ากับวิถีชีวิต เช่น เรียนภาคค่ำ เรียนออนไลน์ หรือเรียนผ่านการลงมือทำ
  3. การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม: เน้นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์มากกว่าการนั่งฟัง Lecture
  4. การประเมินผลตามจริง: ไม่ได้เน้นแค่การสอบกระดาษ แต่เน้นว่า “ทำเป็นจริงไหม”

กระบวนการเรียนรู้สำหรับผู้ใหญ่ (Adult Learning)

ทำไมการสอนผู้ใหญ่ถึงยากกว่าสอนเด็ก? เพราะผู้ใหญ่มีความคิดเป็นของตัวเองและมีประสบการณ์ชีวิตมาค้ำคอครับ นักการศึกษาเรียกศาสตร์นี้ว่า Andragogy ซึ่งมีหัวใจสำคัญดังนี้:

  • Self-Concept (ตนเองเป็นผู้กำหนด): ผู้ใหญ่ชอบที่จะเลือกเองว่าอยากเรียนอะไร และมีส่วนร่วมในการวางแผนการเรียน
  • Experience (ประสบการณ์คือขุมทรัพย์): ผู้ใหญ่ไม่ได้มาตัวเปล่า แต่หอบเอาประสบการณ์ทำงานและชีวิตมาด้วย การเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการเอาเรื่องใหม่ไปต่อยอดกับเรื่องเก่า
  • Readiness (ความพร้อมต้องสัมพันธ์กับชีวิต): ผู้ใหญ่จะอยากเรียนก็ต่อเมื่อความรู้นั้นช่วยแก้ปัญหาในชีวิตจริงหรือหน้าที่การงานได้ทันที
  • Orientation (เน้นปัญหาเป็นตัวตั้ง): แทนที่จะเรียนตามบทบัญญัติ 1-2-3 ผู้ใหญ่ชอบเรียนแบบ “จะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร?”
  • Motivation (แรงผลักดันภายใน): ความต้องการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ไม่ได้มาจากการถูกบังคับ แต่เป็นความต้องการศึกษาเรียนรู้เพื่อนำไปแก้ปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง

ตารางเปรียบเทียบ: เรียนแบบเด็ก VS เรียนแบบผู้ใหญ่

ความแตกต่างการเรียนรู้แบบเด็ก (Pedagogy)การเรียนรู้แบบผู้ใหญ่ (Andragogy)
แรงจูงใจมาจากภายนอก (เกรด, พ่อแม่สั่ง)มาจากภายใน (อยากเก่งขึ้น, เพิ่มเงินเดือน)
บทบาทผู้เรียนผู้รับความรู้ (Passive)ผู้ร่วมสร้างความรู้ (Active)
ประสบการณ์ยังมีน้อย เน้นสร้างพื้นฐานมีมาก ใช้เป็นบทเรียนและข้อเปรียบเทียบ
เป้าหมายเพื่อสอบผ่าน หรือเรียนตามเกณฑ์เพื่อนำไปใช้งานจริงได้ทันที

การนำ “การเรียนรู้ของผู้ใหญ่” ไปใช้กับการอบรมจัดการขยะ

การศึกษานอกระบบจะไม่เริ่มด้วยการสอนทฤษฎีว่าขยะมีกี่ประเภท แต่เริ่มจาก การสำรวจความเป็นจริง โดยให้ผู้เรียน (ชาวบ้านหรือพนักงาน) ลองสังเกตถังขยะของตัวเอง ว่าในหนึ่งวันเราทิ้งอะไรบ้าง เป็นการกระตุ้นประสบการณ์ตรง (Experience) ที่ทำให้เขาเห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ไกลตัว แต่อยู่ในมือเขานั่นเอง ที่ผ่านมา เคยมีวิธีจัดการขยะกันอย่างไร ทำไมถึงไม่ได้ผล ทำไมถึงล้มเหลว

เราจะไม่ใช้การดุด่าว่า “ทำไมไม่แยกขยะ” แต่จะใช้การตั้งคำถามเพื่อให้เกิดการถกเถียง จัดวงสนทนา (Focus Group) ถามว่า “อะไรคืออุปสรรคที่ทำให้เราแยกขยะไม่ได้?” และให้คนในชุมชนช่วยกันออกแบบวิธีการที่เหมาะกับวิถีชีวิตของพวกเขาเอง ให้ผู้ใหญ่ได้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทาง (Self-Concept) เมื่อเขาร่วมออกแบบระบบเอง เขาจะมีความรู้สึกเป็นเจ้าของและอยากทำตามมากกว่าถูกบังคับ

นอกจากนี้ แทนที่จะนั่งฟังบรรยายเรื่องการแยกขยะ ให้เปลี่ยนเป็นการจัด Workshop ที่ได้ผลลัพธ์ทันที สามารถ “แก้ปัญหา” ได้ทันที เช่น ลดกลิ่นเหม็นจากเศษอาหาร หรือลดปริมาณขยะในบ้าน สอนทำน้ำหมักชีวภาพจากเศษอาหารในครัวเรือน หรือการทำ DIY เปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นของใช้

ผู้เขียน: วาทิต ประสมทรัพย์